เมื่อร่างกายหลับ การหายใจของคนเราจะมีความสม่ำเสมอ เพราะกล้ามเนื้อทุกส่วนจะผ่อนคลาย รวมทั้งกล้ามเนื้อหายใจ เมื่อเกิดความผิดปกติของระบบการหายใจนี้จะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า การนอนกรน ประเภทการนอนกรน 1.ประเภทไม่เป็นอันตราย คือการนอนกรนธรรมดาที่ทำให้เกิดเสียงรบกวน จะไม่เกิดผลเสียต่อสุขภาพ แต่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อยู่ใกล้ กลุ่มนี้มักมีการอุดกั้นทางเดินหายใจเพียงเล็กน้อย 2.ประเภทที่อันตราย คือการนอนกรนที่มีเสียงไม่สม่ำเสมอกันขณะที่หลับสนิท จะมีเสียงกรนดังสลับกับเบาเป็นช่วงๆ และจะมีช่วงหยุดกรนไประยะหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่หยุดหายใจ การป้องกันและการรักษาการนอนกรนของผู้ป่วย 1. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ 2. หลีกเลี่ยงการนอนหงาย ให้นอนในท่าตะแคงข้าง และให้ศีรษะสูงเล็กน้อย 3. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือยานนอนหลับและยากล่อมประสาทก่อนนอน 4. กรณีที่เป็นการนอนกรนชนิดอันตรายที่มีการหยุดหายใจร่วมด้วย ให้รักษาโดย • ใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP ครอบจมูกขณะหลับ เพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น วิธีนี้ปลอดภัย และได้ผลดีในผู้ป่วยเกือบทุกราย • Radiofrequency จี้กระตุ้นให้เพดานอ่อนหดตัวลง โคนลิ้นหดตัวลง • การผ่าตัด เอาส่วนที่ยืดยานออก อันตรายจากการนอนกรน 1. ร่างกายอ่อนเพลีย คล้ายนอนไม่พอ ทำให้เกิดผลเสียต่อการเรียนการทำงาน และอาจเกิดอุบัติเหตุ 2. ไม่มีสมาธิในการทำงาน ความสามรถในการจำลดลง หงุดหงิดอารมณ์เสียง่าย 3. มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดในสมองโรคหัวใจขาดเลือด (อาจทำให้เสียชีวิตทันที เพราะหัวใจทำงานผิดปกติขณะเกิดการหยุดหายใจในช่วงหลับ หรือที่เรียกว่าไหลตาย 4. ขาดสมรรถภาพทางเพศ |
ขณะนี้ประเทศของเรามีจำนวน ผู้สูงอายุ มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น ผู้คนเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อ โรคระบาดในช่วงเด็กและวัยคลางคนลดลง เมื่อมาถึงวัยสูงอายุ หลายๆท่านยังรู้สึกสนุกสนาน กระฉับกระเฉงและตั้งใจจะใช้ชีวิตในช่ีวงนี้อย่างมีความสุขและยาวนานที่สุด ถึงขนาดตั้งชมรมอยู่ร้อยปีก็มี แต่ยังมีผู้สูงอายุอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีความสุขและรู้สึกตลอดเวลาว่าชีวิตช่วงนี้ไม่ดีเลย ร่างกายก็ทรุดโทรม ฐานะเงินทองเปลี่ยนแปลงไป สิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคยทั้งญาติพี่น้อง มิตรสหายที่รู้จักมานานก็เริ่มหายหน้า เพราะได้ละสังขารไปตามๆกัน ลูกหลานที่เคยอยู่ใต้ใบบุญหรือต้องพึ่งพาก็เปลี่ยนสถานะไป เริ่มมีเงินทองและฐานะในสังคมสูงขึ้น ดีขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุเหมือนด้อยความสำคัญลงไปทุกที ความรู้สึกต่าๆเหล่านี้ล้วนบั่นทอนความคิด กำลังใจของผู้สูงอายุไปทุกวัน
ทำอย่างไรจะอยู่อย่างมีความสุข?
ตั้งใจจะมีชีวิตอยู่ยืนยาวอย่างมีความสุข ความตั้งใจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก ่ควรจะกำหนดไปเลยว่าจะอยู่ถึงเมื่อไหร่ (90ปี หรือ 100ปี) หรือจนหลานคนสุดท้ายได้บวชหรือเรียนจบ เป็นต้น
วางแผนชีวิตแต่ละด้านเป็นช่วงๆ ซึ่งควรจะมีแผนทั้งในเรื่องการเงิน การงาน ท ี่อยู่อาศัย และเป้าหมายแต่ละช่วง หลายท่านี่ทำงานในบริษัทหรือรับราชการมักจะมีเวลาปลดเกษียณที่ชัดเจน เช่น 60 หรือ 65 ปี และมักจะคิดว่าหมดเวลาทำงานแล้ว หรือยังไม่เคยคิดเลยว่าจะไปทำอะไรต่อ ซึ่งควรจะต้องคิดใหม่ให้ยาวออกไป เพราะในปัจจุบันผู้สูงอายุจำนวนมากมีสุขภาพกายและความสามารถรวมทั้งประสบการณ์สูงมาก สามารถสร้างงาน สร้างเงิน และมีความสุขกับผลสำเร็จในสิ่งที่ทำได้จนถึงอายุ 75 หรือ 80 ปี ได้เคยพบและสนทนากับผู้่สูงอายุหลายท่านที่ได้เริ่มทำสิ่งที่ชอบ หรือที่ฝันไว้หรืออยากทำตั้งแต่หนุ่มๆ แต่ไม่มีโอกาสเพราะการงานในอาชีพไม่เอื้ออำนวย และไม่เคยจัดสรรเวลาสำหรับความฝันนี้เลย พอจะเกษียณอายุ ลูกโตหมดแล้ว มีเวลาที่จะทุ่มเทให้และรอบรู้รวมทั้งรอบคอบ รอบด้านมากขึ้น ได้ทำสิ่งที่อยากทำจนบรรลุผลสำเร็จและได้ชื่นชม รวมทั้งมีความภาคภูมิใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นจากความสามารถของตนจริงๆ แต่การลงทุนและการทำกิจการต่างๆเหล่านี้ ควรจะค่อยทำเป็นขั้นตอนและทำในสิ่งที่เรามีความรู้ความเข้าใจ และค่อยๆศึกษาเพิ่มเติมขึ้นเอง ไม่แนะนำให้เอาเงินหรือทรัพย์สินจำนวนมากทุ่มเทลงไปในคราวเดียว โดยเฉพาะกรณีที่มีคนอื่นมาชักชวนให้ร่วมลงทุนด้วย โดยที่ตนเองไม่มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งเหล่านั้นอย่าง จริงจัง เพราะผู้สูงอายุมักจะถูกหลอกลวง รวมทั้งไม่แนะนำให้เล่นหุ้นด้วย เพราะส่วนใหญ่มักจะพลาดพลั้งและขาดทุนมากกว่าจะได้กำไร และก่อให้เกิดความเครียดที่ตนเองควบคุมสถานการณ์ต่างๆไม่ได้ตามที่คิด ทำให้สภาพชีวิตแย่กว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ในการทำกิจการใดๆ จะต้องดูแลใกล้ชิดถึงจะได้ผลดี เพราะมักมีการรั่วไหลเสมอ ถ้าหากขาดการติดตามดูแล นอกจากนี้จะต้องมีแผนถอยไว้ด้วย และเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับความไม่สำเร็จไว้ด้วยส่วนหนึ่ง เพราะทุกอย่างล้วนไม่แน่นอน ถ้าสำเร็จก็ดี แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ถือว่าได้เรียนรู้ชีวิตในอีกกแง่มุมหนึ่ง
โดยสรุปแล้วผู้สูงอายุจะทำกิจการใดๆ ต้อง
- มีเป้าหมายเป็นขั้นตอน
- ลงทุนแต่น้่อย เท่าที่คิดว่าจะพอเสี่ยงได้
- พึ่งตนเองเป็นหลัก
- ควบคุมดูแลใกล้ชิด
- คิดเผื่อด้านไม่สำเร็จไว้ด้วย
ทำความเข้าใจชีวิตให้ดีพอ รับรู้ และเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมและแนวความคิดของคนรุ่นต่างๆ และมีเมตตาที่จะเข้าใจเขา ไม่กราดเกรี้ยว หงุดหงิด เมื่อคนอื่นๆคิดต่างออกไป เพราะความคิดของคนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามสภาพแวดล้อม รวมทั้งอิทธิพลจากคนรอบๆข้างและสื่อต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตประจำวันมากขึ้น อย่าเรียกร้องให้เด็กสมัยใหม่คิดหรือทำแบบเดียวกับที่เราเคยคิดเคยทำมาเมื่อก่อน เพราะรูปการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ถ้ายังคิดว่าต้องเหมือนเดิมจะก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างมาก และทำให้เกิดความทุกข์ตามมา
เตรียมที่จะอยู่อย่างไกลโรค และถึงแม้มีโรคอยู่ก็จะอยู่กับโรคอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ถ้ายังไม่มีโรคต้องศึกษาหาความรู้ว่า มีโรคภัยไข้เจ็บใดๆที่พบบ่อยหรือเป็นความผิดปกติที่พบในคนสูงอายุและปฏิบัติตนเพื่อให้ห่างไกลโรคเหล่านี้ โดยดูแลเรื่องอาหารตามความเหมาะสมกับวัยออกกำลังกายตามความเหมาะสมกับอายุและสภาพร่างกาย ช่วยเหลือตนเองตามความสามารถ โดยการทำชีวิตให้มีระเบียบ สม่ำเสมอ ช่วยทำให้สามารถปฏิบัติตามที่ตั้งใจไว้ได้ดีขึ้น
ในกรณีที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพาต อัมพฤษ์ ก็ไม่ต้องท้อถอย ในปัจจุบันแนวทางการปฏิบัติตน รวมทั้งยาและวิธีการต่างๆที่จะควบคุมโรคได้ง่ายขึ้น แต่ผุ้สูงอายุก็ต้องตั้งใจที่จะปรับตัวให้อยู่กับโรคเหล่านี้โดยตั้งใจว่าจะช่วยตนเองให้ได้มากที่สุด และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
แบ่งเวลาและทรัพย์สินสำหรับการท่องเที่ยวหาความรู้ ความสนุกสนานตามควรช่วงอายุ 60-75 ปี ยังเป็นช่วงที่แข็งแรงพอและมีสติพอที่จะเห็น ได้ชื่นชมกับความสวยงามและความมหัศจรรย์ในโลก ได้เห็นวิถีชีวิตที่แตกต่างจากที่เราคุ้นเคย เห็นความทุกข์ยาก ความสำเร็จของคนอื่นๆ ทำให้เป็นแรงกระตุ้นสำหรับตนเองและครอบครัว
สุดท้ายนี้สำคัญที่สุด คือการ มองโลกในแง่บวก ตลอดเวลา ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นอะไรก็ตาม ถ้าทำกิจการแล้วพลาดพลั้งก็คิดว่าโชคดีนะนี่ทำให้ได้ประสบการณ์มากขึ้น ทำให้ได้รู้จักคนมากขึ้น และได้ทดสอบสภาพจิตใจเราว่ายังแกร่งเพียงใด และเอาสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบันไดที่จะทำให้เราก้าวไปเรื่อยๆ ถ้าได้เกิดพบโรค หรือความผิดปกติขึ้นมา ก็ต้องคิดว่าดีนะที่ทราบก่อนที่จะมีอาการมาก ทำให้เรารู้ัจักมีสติคิดวางแผนชีวิตได้ดีขึ้น เป็นต้น
อย่าลืมนะคะต้องมองไปข้างหน้าและจะรู้ว่ายังมีความสุข ความรื่นรมย์และความสำเร็จรออยู่ ถึงอายุมากแต่ใช่ว่าต้องตายพรุ่งนี้ ตราบที่ยังมีลมหายใจอยู่ชีวิตยังมีความหมาย ความหวัง และยังสามารถประสบความสำเร็จกับสิ่งใหม่ๆ หรือเรื่องต่างๆได้ เป็นต้น การิคดว่าตนเองนั้นแก่แล้ว ไร้ความสามารถเป็นความคิดที่บ่อนทำร้ายตนเอง ทำให้มีชีวิตอยุ่ด้วยใจที่ไม่เป็นสุขสงบ สุขภาพก็จะเสื่อมถอยลงเร็วยิ่งขึ้น คนเรานั้นควรระลึกไว้ว่า เราสามารถเลือกที่อยู่อย่างมีความสุขได้ ไม่ว่าจะอายุมากขนาดไหนค่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น